วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

การก่อตัวของคำบัญชาในตำแหน่งคอลีฟะฮ์ที่สะกีฟะฮ์ ตอนที่ 1









ชีวิตที่ได้รับความโปรดปรานและยังคุณประโยชน์ของท่านศาสนทูตผู้สูงส่งในแต่ละชั่วขณะนั้น เต็มไปด้วยการปฏิบัติที่รุ่งโรจน์จนมาถึงจุดสิ้นสุดยุติ ผู้สถาปนาที่ยิงใหญ่แห่งอิสลาม ผู้เป็นดวงวิญญาณแห่งโลก ผู้ช่วยเหลือมนุษยชาติให้รอดพ้น ได้อำลาชีวิตและจากไปสู่ปริมณฑลอันเป็นนิรันดรการจากไปของท่านทำให้สัมพันธ์ระหว่างการวิวรณ์กับโลกนี้ถูกตัดขาดลงและการสำแดงออกแห่งสรวงสวรรค์ของสิ่งมีชีวิตที่ได้รับความโปรดปรานซึ่งได้รับการบันทึกไว้เหนือพลังอำนาจของมนุษย์นั้นได้จางหายไปตลอดกาลขอให้พระเจ้าทรงโปรดประทานพรแด,ท่านและครอบครัวด้วยเทอญร่างอันปริสุทธิ้ของท่านยังไม่ทันได้ฝังอะลีและสมาชิกในตระกูลบนีฮาชิมและสาวกจำนวนน้อยนิดของท่านศาสดา

กำลังสาละวนอยู่กับการอาบน้ำศพของท่านเพื่อเตรียมการฝังศพ พวกเขาและพวกเขากลุ่มเดียวเท่านั้นที่วุ่นอยู่กับกระแสลมที่พัดครั้งใหญ่และหน้าที่เร่งด่วนที่พวกเขาต้องกระทำ ณแทบจะเวลาเดียวกัน กลุ่มของผู้ช่วยเหลือ(อันศอร) ได้จัดการประชุมขึ้น ณ สถานที่ใกล้ๆ กันรู้จักในชื่อสะกีฟะฮ์ อัล บะนืซะดียะฮ์ เพื่อจัดการ  เรื่องผู้สืบทอดของท่านศาสดาให้สอดคล้องกับความต้องการของพวกเขาอยู่อุมัรจึงรีบส่งสารไปยังอบูบักร ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่บ้านของท่านศาสดาแจ้งข่าวให้เขาไปสมทบ อบูบักรตระหนักว่าบางสิ่งที่สำคัญกำลังจะเกิดขึ้น จึงรีบออกจากบ้านท่านศาสดาพร้อมด้วยอุมัรมายังสถานที,ประชุมของผู้ช่วยเหลือโดยสมทบกับอบูอุบัยดะฮ์อัลญัรรอฮ์ ระหว่างทาง อะฮ์มัด อะมีน นักเขียนชุนนีชาวอียิปต์ผู้มีชื่อเสียงซึ่งมีทัศนะคติเป็นลบต่อชีอะฮํถึงขั้นรุนแรง ขายบาร์โหนออกกำลังกาย เขียนไว้ดังต่อไปนี้ว่า"สาวกของท่านศาสดามีหมางใจเกี่ยวกับคำถามของผู้สืบทอด เป็นสัญลักษณ์ความไม่น่าเคารพที่รื่มโต้เถียงกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งที่ร่างของท่านยังไม่ได้รับการฝัง มีเพียงอะลี บุตรอบีฏอลิบเท่านั้นที่ไม่ได้กระทำไปตามนั้นแต่สาละวนอยู่กับการอาบนั้าชำระร่างกาย ห่อและฝังร่างของท่าน สาวกขั้นนำของท่านศาสดาล้วนแล้วแต่คบคิดกันเกี่ยวกับตำแหน่งผู้สืบทอด พวกเขาละทิ้งร่างของท่านศาสดา และไม่มีใครปรากฏตัว ณ สถานที่ฝังศพ หรือแสดงความคารวะใดๆ ต่อผู้ที่นำทางและนำพวกเขาออกจากความมืดมนและความเขลา ยกเว้นอะลี บุตรอบีฏอลิบและครอบครัวของท่าน พวกเขาไม่แม้แต่จะรอการฝังศพให้เกิดขึ้นก่อนจะเริ่มการต่อล้ซึ่งกันและกัน"







 ในที่สุดกลุ่มต่างๆ ต่างก็ไปไกลในการในการโต้เถียงในส่วนของตนที่สะถีฟะฮ์บรรดาผู้ช่วยเหลืออ้างอภิลิทธิ้ที่ต้องยอมรับที่พวกเขาเป็นผู้ล้ำหน้ากว่าผู้อื่นในอิสลามได้รับการให้เกียรติจากท่านศาลนทูตแห่งพระเจ้าและต่อล้อย่างหนักเพื่ออิสลาม จากสิ่งนี้พวกเขาจึงอ้างตำแหน่งผู้นำ พวกเขาแนะนำว่าบังเหียนผู้นำควรจะมอบให้สะอัด บุตรอุบาดะฮ์และตัวเขาถูกนำมายังสะถีฟะฮ์ถึงแม้ว่าจะปวยก็ตามในกรณีคล้ายกันบรรดาผู้อพยพอ้างว่า พวกเขาคือผู้ที่สมควรได้รับตำแหน่งผู้นำมากที่สุดโดยให้ข้อเท็จจริงว่าพวกเขามาจากเมืองเดียวกับท่านศาสดาและละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างมา เพื่ออิสลาม และท่านศาสดาตรรกะของทั้งสองกลุ่มได้รับมาจากส่วนที่ขาดเสียไม,ได้ของจิตวิญญาณประจำเผ่า โดยที่พวกเขาตัดสินใจให้ใต้มาซึ่งอำนาจผูกขาดสำหรับตัวเอง ขับคู่ต่อ!ของตนออกไป และประณามว่ามีความเหมาะสมน้อยกว่า การโต้เถียงยังคงดำเนินต่อไป และเปลี่ยนเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงกลุ่มที่นำโดยอุม้รสนับลนุนการกล่าวอ้างของอบูบักร กระตุ้นทุกคนให้อนุญาตให้เขาให้สัตยบันและฃ่มขู่ทุกคนที่ต่อต้านเขาดังนั้นอบูบักรจึงยืนขึ้นและเรํ่มอธิบายคุณความดีของบรรดาผู้อพยพและการรับใช้ที่พวกเขาปฏิบัติ"ผู้อพยพคือกลุ่มแรกที่เข้ารับอิสลาม บาร์โหนเพิ่มกล้าม แม้ประสบกับสภาวะการณ์ที่ยากลำบาก ก็ยังคงรักษาการนับถือพระเจ้าองค์เดียวไว้ แม้ว่าจะมีความกดดันจากกพวกตั้งภาคีก็ตาม โดยทั่วไปไม่ควรจะลืมว่าท่านทั้งหลาย โอ้บรรดาผู้ช่วย เหลือ เอ๋ย ก็ได้ให้การช่วยเหลืออิสลามอย่างยิ่งใหญ่ และหลังจากบรรดาสาวกของท่านศาสดา พวกท่านคือผู้ที่มีฐานันดรสูงสุดเหนือผู้อื่น" เขาเสริมว่า "เราจึงต้องเป็นผู้ปกครอง (อุมารออ) และพวกท่านเป็นผู้ช่วยเหลือ (วุซะรออ์)"ฮุบาบ บุตร มุนซิร จึงยืนขึ้นแล้วกล่าวว่า "โอ้บรรดาผู้ช่วยเหลือ พวกท่านจะต้องฉวยเอาบังเหียนแห่งอำนาจไว้ให้มั่นคง เพื่อว่าจะ1ไม่มีผู้ใดสามารถต่อต้านพวกท่านได้ ถ้าท่านยอมให้มีความขัดแย้งในหมู่พวกท่านพวกท่านจะฟายแพ้ ด้วยเหตุผลว่า ถ้าพวกท่านเลือกผู้นำของพวกท่านพวกเขาก็จะเลือกผู้นำของพวกเขา"จากคำพูดนี้อุมัรตอบ'ว่า "ไม,สามารถมีผู้นำสองคนในอาณาจักรเดียวฉันขอลาบานต่อพระเจ้าว่าอาหรับจะไม่มีวันยอมที่จะถูกปกครองโดยท่านเนื่องจากท่านศาสดาไม่ได้มาจากพวกท่าน การอ้างเหตุผลของเรามีความ   แข็งแรงและชัดเจน เราคือสาวกของฟานศาสดา ศาสนาอิสลาม ดังนั้นใครเล่าจะต่อต้านเรานอกจากผู้ที่เลือกหนทางอันผิดพลาดหรือหวังที่จะขว้างตัวเองลงไปในวังนั้าวนแห่งความหายนะ"ฮุบาบ บุตรมุนซิร จึงยืนขึ้นอีกครั้งหนึ่งและกล่าวว่า "อย่าให้ความสนใจในสิ่งที่ชายผู้นี้พูด พวกเขาต้องการช่วงชิงสิทธิ้และปฏิเสธข้ออ้างของพวกท่าน จงยึดบังเหียนของอำนาจไว้ในมือพวกท่าน และขับไล่ฝ่ายต่อต้านพวกท่านไป ด้วยพวกท่านมีความเหมาะสมที่สุดที่จะปกครอง ถ้าผู้ใดต่อต้านการนำเสนอของฉัน ฉันจะควาเขาเสียด้วยดาบของฉัน" จากนั้นอุมัรัได้เข้ามาปล้ำกับเขาและเตะเข้าอย่างแรงที่ท้อง บะชีร บุตรสะอัด ญาติของสะอัด บุตรอุบาดะฮ์ลุกขึ้นกล่าวสนับสนุนสิ่งที่อุมัรกล่าว โดยกล่าวกับบรรดาผู้ช่วยเหลือว่า "เป็นความจริงที่ว่าสถิติในการต่อส์ในหนทางของพระเจ้าและการแผ่ขยายอิสลามของเรามีความเหนือกว่า อย่าง1ไรก็ตามเรามิ1ได้มี1วัตถุประสงค์อื่น'ใด นอกจากความโปรดปรานของพระเจ้า และความพึงพอใจของท่านศาสดาแห่งพระองค์ และเพราะฉะนั้นจึงไม่เหมาะสมที่เราจะประกาศนำหน้าผู้อื่น บาร์โหนเหล็ก  เนื่องจากเราไม่มีวัตถุประสงค์ทางโลก ท่านศาสดามาจากตระกูลกุเรช เพราะฉะนั้นจึงเป็นที่เหมาะสมที่ผู้สืบทอดของท่าน จะอยู่ในหมู่พวกเขา จงเกรงกลัวพระเจ้าและอย่าต่อต้านหรือโต้เถียงพวกเขา',หลังการอภิปรายถกเถียงกันต่อมาอีกระยะหนึ่ง อบูบักรได้กล่าวกับประชาชนดังต่อไปนี้"จงหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและการแตกแยก ฉันไม่ต้องการสิ่งใดนอกจากความกินดีอยู่ดีและมั่นคงในชีวิตของพวกท่าน เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่จะให้สัตยาบันของท่านแก่อุมัร หรืออบูอุบัยดะฮ์"อย่างไรก็ตามจากข้อเสนอนี้ อุมัรคัดค้านว่า

 "ท่านมีความน่าสรรเสริญในการปกครองมากว่าเรา ด้วยท่านมีความล้าหน้าเราเสมอในการดำเนินตามท่านศาสดา นอกจากนี้ แหล่งทรัพย์สินของท่านยังมีมากมายกว่าพวกเราทั้งหมด ท่านอยู่เคียงข้างท่านศาสดาในถํ้าภูเขาซูร และท่านนำละมาดแทนท่าน ทั้งหมดนี้ ใครอีกเล่าจะจินตนาการว่ามีความเหมาะสมมากกว่าท่าน ในการเป็นผู้ปครองเหนือเรา"หลังจากนั้นอับดุรเราะฮ์มาน บุตรเอาวฟ้ได้นำเสนอทัศนะของตัวเองดังต่อไปนี้"โอ้บรรดาผู้ช่วยเหลือ จรงๆ แล้วพวกท่านมีคุณสมบัติแห่งคุณงามความดีมากมาย ซึ่งไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ อย่างไรก็ตามพวกท่านต้องยอมรับว่าในหมู่สาวกของท่านศาสดาไม,มีใครลํ้าหน้าอบูบบักรอุมัรและอะลี"มุนซิรบุตรอัรกอมสนับสนุนทัศนะของเขา"ไม่ใครสามารถปฏิเสธคุณงามความดีของทั้งสามคนได้ และมีหนึ่งในสามคนที่ไม่มีใครต่อต้านเขาได้เป็นผู้ได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้นำแห่งประชาคมมุสลิม " ด้วยคำพูดนี้เขาหมายถึงอะลื บุตรอบีฏอลิบ และกลุ่มของผู้ช่วยเหลือ มีการประกาศที่สอดคล้องกันว่า "เราจะไม่ให้สัตยาบันใครนอกจากต่ออะลี" อุมัรเคยระลึกว่า การประกาศนี้ทำให้เขากลัวความไม่เห็นด้วยอย่างรุนแรงเป็นระลอก "ดังนั้นฉันจึงบอกอบูบักรให้นำมือมาให้ฉันลับเพื่อให้ลัตยาบัน"  บาร์โหนยืดตัว โดยปราศจากการรั้งรออบูบักรได้ยื่นมือออกมา ในตอนแรกบะซีร บุตรสะอัดก้าวออกมาข้างหน้าลับมือเขาและให้สัตยาบัน และอุมัรเป็นผู้ให้สัตยาบันคนต่อมา จากนั้นคนอื่นๆ จึงรีบเร่งออกมาและให้สัตยบันต่ออบูบักร ในขณะที่เหตุการณ์นี้ดำเนินไป การโต้เถียงระหว่างอุมัรกับสะอัดบุตรอุบาดะฮ์ก็เกิดขึ้น ทำให้อบูบักรตระหนักถึงความจำเป็นจะต้องทำให้อุมัรประกาศตัวเขาเอง สะอัดบอกให้พรรคพวกนำตัวเขาออกไป ดังนั้นพวกขาจึงแบกสะอัดออกกลับไปบ้าน

บาร์โหนสำเร็จรูป

วันพฤหัสบดีที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2559

ความรู้สึก ความนึกคิด เป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด

บทที่แล้วเราได้รู้เกี่ยวกับคำพูดที่ฟังแล้วคนอื่นประทับใจ แต่ในบทนี้ฃอกล่าวถึงคำพูดที่ทำให้คนอื่นรู้สึกไม่ดีกับสิ่งที่เราพูดหรือว่ากล่าวออกไปนั่นเอง ซึ่งเป็นคำพูดที่เราไม่ควรกล่าวหรือออกจากปากของเรา ยกเว้นว่าเราจะทำให้คนที่เราพูดไม่ชอบหน้าเรา คำพูดที่ทำให้คนเสียความรู้สึก หรือรู้สึก'ไม่ดีก็อย่างเช่น“พบนะเก่งกว่าพวกนั้นอีก”ถ้าเป็นในสังคมอื่นๆ คำพูดอย่างนี้อาจจะเป็นคำพูดที่แสดงความมั่นใจในตัวเอง แต่ในสังคมไทยที่ชื่นชอบคนที่อ่อนน้อมถ่อมตนมากกว่า ก็ย่อมจะไม่ชอบคำพูดที่แสดงออกถึงการยกตนข่มท่านอย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็น “ทำ'ได้แค่นี้เองเหรอ ถ้าเป็นผมทำได้ดีกว่านี้ครับ” บางครั้งคำพูดเหล่านี้ฟังครั้งแรกอาจจะไม่ได้คิดอะไร แต่หากฟังบ่อยๆคนอื่นก็อาจจะหมั่นไส้และพานไม่ชอบขี้หน้าเอาเสียได้“โหนบาร์ให้กล้ามขึ้น เรื่องแค่นก็ทำไม'ได้,’เราอาจจะเก่งกล้าสามารถ สามารถทำอะไรได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แต่เราอย่าลืมว่าแต่ละคนนั้นไฝเหมือนกัน มาตรฐานและความสามารถนั้นมีความแตกต่างกัน ด้งนั้นเราจึงไม่ควรเอามาตรฐานของเราไปใช้กับคนอื่น หากว่าเขาทำไฝสำเร็จเราอาจจะยื่นมือเช้าไปช่วยเหลือ หรืออาจจะให้คำปรึกษาแทน เพื่อให้เขารู้สึกดีกับเราและเพื่อให้เขามั่นใจในความสามารถของเขามากขึ้น เพราะหากว่าเราไปว่ากล่าวดูถูกแล้ว นอกจากเขาจะ รู้สึกไฝดีกับเราแล้ว เขายังสูญเสียความมั่นใจในตัวเองอีกด้วย“ดูชุดคุณ...สิ ตลกจังเลย”นอกจากคำพูดที่ดูถูกคู'สนทนาแล้ว การพูดจาดูถูกคนอื่น ก็เป็นการลดเสน่ห์ของเราได้อีกด้วย เพราะคำพูดที่ว่าร้ายผู้อื่นด้วยคำที่น่าเกลียด พลอยทำให้เราดูน่าเกลียดตามคำพูดไปด้วย และหากว่าคู่สนทนาของเราไม่ได้เห็นว่าเราดีไปกว่าคนที่เราดูถูกเท่าไร เขาก็'จะคิดุดูถูก บาร์โหนเพิ่มความสูง หรือว่าค่อนขอดเราได้ ดังนั้นหากว่าเราคิดหัวเราะหรือว่าดูถูกใครในใจก็ให้หยุด และไฝต้องพูดออกมา ส่วนหากว่าใครพูดจาดูถูกให้เราได้ยิน ก็ให้เราควรจะถอยห่าง เพราะคล้อยหลังเราไปเขาก็อาจจะดูถูกหรือว่านินทาเราได้นั่นเอง“ชีวิตพมนะ...”หากว่าเราเอาแต่เล่าประวัติชีวิตของเรา พล่ามยาวตั้งแต่ความ  ยากลำบากในวัยเด็กจนกระทั่งโต ก็ย่อมจะเป็นทีน่าเบือของคนทัวๆไป เพราะไม่มีใครอยากจะรู้ประวัติของเราหรอก เพราะมันไม่น่าสนใจสักเท่าไร ยกเว้นว่าเราจะเป็นดารา หรือว่าบุคคลที่มีชื่อเสียง แต่อย่างไรก็ดี หากว่าเราจะเล่าเรื่องของตัวเองก็ควรจะเป็นเรื่องสั้นๆ ที่สนุกสนานหรืออยู่ในหัวฃ้อที่พูดคุยกันอยู่จะดีกว่า หรืออาจจะเล่าเมื่อมีคนสนใจถาม บาร์โหนเหล็ก ก็จะเป็นการดีกว่า และอย่าผูกขาดการสนทนาเพียงลำพัง เพราะจะทำให้คู่สนทนาเกิดความเบื่อหน่ายได้คำพูดต่างๆ เหล่านี้นอกจากจะเป็นคำพูดที่ขาดเสน่ห์แล้ว ยังเป็นคำพูดที่ไล่คนอีกต่างหาก เพราะหากว่าเราพูดอย่างนี้บ่อยเข้า ก็จะกลายเป็นว่าไม่มีใครจะมายุ่งกล้ามเนื้อหรือว่าอยากจะพูดคุยด้วย ทางที่ดีเราควรหลีกเลี่ยงการพูดดังที่กล่าวมาจะดีกว่า


                                              
ขายบาร์โหนราคาถูก

วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2559

การปลดปล่อยดวงวิญญาณ ด้วยคาถาอาคม อันศักดิ์สิทธ์







เมื่อดวงวิญญาณทหารลาวนิรนามยังไม่ยอมไปเกิด จึงเกิดเรื่องชวนขนลุกพองสยองขวัญขึ้น กรรมจึงมาตกที่ชาวโคราชละแวกนั้น เมื่อมาจับกบจับเขียดและปลาที่ทุ่งส้มฤทธ งานเข้าแล้วเจอผีฑหารลาวนิรนามปรากฏตัวหลอกในรูปลักษณ์ที่ต่างกันไปตามแต่ผีตนไหนจะตายอย่างไร อาทิเช่น
ผีบางตนคอขาดห้อยร่องแร่ง
ผีบางตนคอขาดสะบั้น เหลือแต่ตัว
ผีบางตนแขนขาด ขาขาด
ผีบางตนไส้ทะลักออกมาห้อยร่องแร่ง
ผีบางตนดาบและหอกยังปักอยู่บนตัวเลือดเกรอะกรัง
ผีบางตนตาถลนออกมานอกเบ้า
ผี เชือกกระโดดราคาถูก

และลักษณะอื่นๆ เป็นตัน สุดจะที่พรรณนาอธิบายได้ผีทหารลาวนิรนามแต่ละตน บ่งบอกถึงความเคียดแค้นคนไทยมาก ส่งเสียงคำรามขู่จะเอาชีวิตชาวบ้านที่มาจับกบจับเขียดในบริเวณทุ่งส้มฤทธ แค่ปรากฏตัวหลอกชาวบ้านก็กลัวขี้หดตดหายกันแล้ว นี่ยังมาขู่คำรามจะฆ่าทุกคน ที่เข้ามาในทุ่งล้มฤทธี้หมดทุกราย ทำเอาชาวบ้านพากันแตกฮือ วิ่งหนีผีทหารลาวนิรนามสุดชีวิต สะดุดขาตัวเองบ้าง สะดุดสิ่งกีดขวางหกล้ม ล้มลุกคลุกคลาน นอนแช่นํ้าฝนอลหม่านแต่ชาวบ้านทุกคนก็รอดกลับบ้านได้ไม่มีใครถูกผีทหารลาวนิรนามฆ่าล้กราย แต่ถึงกระนั้นชาวบ้านก็ไม่เข็ดหลาบ แม้จะมีความกลัวผีมากแค่ไหนก็ตาม แต่เพื่อปากท้องของตนและครอบครัวจำต้องเสี่ยงชีวิต ไปจับกบจับเขียดที่ทุ่งล้มฤทธิ้กันอยู่ หลังจากที่เคย
โดน ลดน้ำหนัก ผีหลอกที่ทุ่งล้มฤฑขี้ คราวนี้ทุกคนป้องกันตัวดี มีพระเครื่องและเครื่องรางของขลังพกติดตัวไปด้วย เพื่อป้องกันผีหลอกนั้นเองและบางคืนซาวบ้านจะไม่เห็นตัวตนของผีทหารลาวนิรนามปรากฏตัว แต่จะได้ยินเสียงการต่อสู้กัน

พร้อมกับเสียงร้องครวญคราง เชือกกระโดดไร้สาย โหยหวนตังแว่วมา ชาวบ้านต้องคอยระวังตัวตลอดเวลาที่อยู่ในทุ่งล้มฤฑธิ้หากเผลอเมื่อไรอาจมีผีฑหารลาวนิรนาม มายืนแหกปากฉีกหน้าอกหลอกกันจะจะ มีหวังเป็นลมสลบแน่ แม้จะมีของดีคุ้มกันตัวก็ตาม ถ้าผีม้นจะหน้าด้านหลอกเสียอย่าง ย่อมหนีไม่พ้นเงื้อมมือมันแน่ ทางที่ดีควรระวังตัวไว้จะเหมาะดีนักลุงชัยเล่าว่า มีอยู่คืนหนึ่งแกกับปัาเปงไปจับกบจับเขียดที่ทุ่งสัมฤฑธิ้ มีเพื่อนบ้านไปด้วยกันหลายสิบคน คนเยอะ1ขนาดนี้ผี'ไม่น่าจะกล้าหลอกแน่ๆ นั่นเป็นความคิดของแกกับเพื่อนบ้าน จึงพากันยกโขยงไปเป็นหมู่คณะมีอะไรจะได้ช่วยกันได้ปรากฏว่าพอเจอผีหลอกกันจริงๆ ต่างคนต่างวิ่งหนีกันเอาตัวรอด เชือกกระโดดนับรอบ  แกกับเมียวิ่งหนีกันสุดชีวิต ไม่มีครั้งไหนจะวิ่งเร็วเท่าครั้งนี้นึ่แค่มันมาปรากฏยืนอยู่เฉยๆ ยังไม่ได้ลงมือหลอก ยังขวัญหนีดีฝ่อวิ่งหนีกันจ้าละหวั่น ผีที่ทุ่งสัมฤทธิ้เฮี้ยนสุดๆ ใครไปตอนกลางคืนเจอดีโดนหลอกทุกราย แม้แต่พระสงฆ์จากแดนไกลมาปักกลด ที่ทุ่งล้มฤฑธี้ยังเจอดีโดนผีทหารลาวนิรนามหลอกเรื่องนี้แก'ไม่เคยเห็นพระโดนผีที่ทุ่งสัมฤทธิ้'หลอก หากแต่ได้ยินเพื่อนบ้านที่เห็นนำมาเล่าให้ฟัง เท็จจริงประการใดนั่นแกฟังหูไว้หูลุงชัยเล่าว่า มีพระชื่อหลวงพี่บุญถา ถาวรโร เป็นพระมาจากบ้านเหล่าสวนปอ อำเภออ้อมน้อย

 (ปัจจุบันเป็นอำเภอเกษตรวิสัย) จังหวัดร้อยเอ็ดอาวุธสามัญท่านเดินธุดงค์รอนแรมมาหาสัจธรรม และปลีกวิเวกหาความสงบแก่ชีวิตของกิจของสงฆ์ มายังเป้าหมายคือเทือกเขาดงพญาเย็นสมัยนั่น ใช้เวลาเดินทางรอนแรมจากวัดบ้านเกิดมาจังหวัดโคราชหลายเพลา จนมามืดคาที่ทุ่งสัมฤทธแดน มิคสัญญี สถานที่เคยเป็นสนามรบ  ระหว่างคนโคราชกับทหารลาว จากเวียงจันทน์ มีศพทั้งสองฝ่ายล้มตายเกลื่อนทุ่งล้มฤทธ หลวงพี่บุญถาได้ปักกลดอยู่ ที่ทุ่งล้มฤทธึ๋ตามลำพังรูปเดียวเลย ๓ ทุ่มไปเท่านั้นแหละได้เรื่อง หลวงพี่บุญถางานเข้าเกิดอาเพศอาถรรพณ์ขึ้น อยู่ๆ มีลมพัดกระโชกมาแรงมาก จนกลดที่ปักไว้แทบจะหลุดลอยไปตามลม พร้อมกับมีเสียงประหลาดร้องครวญครางโหยหวนมากับสายลม ท่านมองออกไปข้างนอกกลด เชือกกระโดดสีชมพู ห่างกันหลายสิบวา เห็นเงาตะคุ่มจำนวนมากยืนออกันอยู่ หลวงพี่บุญถาเห็นเงาเหล่านั้นย้งขนลุกเกรียว จากประสบการณ์ที่ท่านเจอเรื่องเลวร้ายมานับไม่ถ้วนย่อมจะรู้ดีว่า ลมและเสียงลึกลับนี้ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ หากแต่เกิดจากอำนาจของภูตผีวิญญาณสำแดงเดชให้ปรากฏท่านต้องหยุดยั้งอำนาจลึกลับนี้ให้สงบจงได้ จึงนั่งสมาธิแผ่เมตตาจิตไปให้พวกเขา แต่พวกเขายังมิยอมหยุดกระทำ ยังคงโหมกระหนั้าฤทธี้เดชถาโถม1ใส่ท่านอีก แผ่เมตตาจิตก็แล้ว อุทิศส่วนกุศลให้ก็แล้ว ยังรังควานกันอีก ท่านจึงตัดสินใจใชไม้ตาย บริกรรมพระเวทหลายบทจนครบคาบ จึงเป่าลมปราณอาคมไปรอบๆ ตัวเท่านั้นแหละมีเสียงร้องโอดโอย เหมือนจะได้รับบาดเจ็บ ก่อนเสียงเหล่านั้นจะจางหายไป บัดนั้นบริเวณรอบกลดในทุ่งล้มฤทธิ้ เหลือแต่ความเงียบสงบมาแทน

วิธีกระโดดเชือก

วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2558

การเลือกซื้อ สายกระโดดเชือก แบบน้ำน้ำหนักเบา

                               



หล่อนแหวขึ้นอีก “มึงว่าอะไรนะ นี่ผัวกู”หันไปถามประกิตอีก “ว่าไงบอกมาเลย จะกลับไหม"ชายเจ้าชู้ไม่ตอบได้แต่พยักหน้าหล่อนจึงบอก “ก็ลุกสิ” หนุ่มเมียสอง ค่อยๆ ยันกายอย่างยากลำบากอาศัยฝาบ้านประคองตัวยืนขึ้นตรงแหนวหญิงร่างอ้วนใหญ่โบกมือพร้อมบอก “เดิน”ประกิตปฏิบัติตามอย่าง ว่างาย และต้องสะดุ้งเฮือกเมื่อหล่อนกระแทกเสียงทางเบื้องหลัง “เดี๋ยวยันโครม อ้อยล้อยนัก” เมื่อทั้งสองออกไปแล้ว ก็นั่งคิดยอมรับในเวรกรรมของเรา เชือกกระโดดราคา ที่ทำไว้ผมขัดจังหวะขณะวันเพ็ญหยุด “ไม่เสียใจหรอกหรือที่ถูกทิ้ง”หล่อนได้ตอบ “จะทำอย่างไงได้ล่ะ แต่ไม่หรอกนะ เขาหายไปสองเดือนคงถูกคุมตัวแจ ก็ตัดใจไว้แล้วจะเลิกกับพี่กิตเด็ดขาดเพราะกลัวคำขู่อยู่เหมือนกัน”

ครั้นแอบกลับมาหาอีก ก็ขอร้อง “เราเลิกกันเถอะ” ประกิตน่ะกลัวเมียโน้น แต่สำหรับฉันตีหน้ายักษ์เข้าใส่“อ๋อ มึงจะถือโอกาสมีผัวใหม่ใช่ไหมอีเพ็ญ” ก็รีบยืนยัน “เปล่าเลย”“แต่เมียพี่อาฆาตไว้จะเอาให้ถึงตายหรอพิการ"ประกิตโบกมือกบ1ว่า “เอ้ย มันก็พูดไปอย่างงั้นเอง ไม่กล้าหรอก” วันเพ็ญบอกหล่อนหัวเราะและเถียง “แล้ววันนั้นโดนปันกับข้างฝาร้องจะเป็นจะตายทีเดียว นั่นน่ะเหรอะไม่กล้า ไปซะเถอะ ฉันไม่อยากให้มีเรื่องอีก”พูดอย่างไงประกิตไม่ยอมท่าเดียวจึงหาทางทำอย่างไรจะเลิกกับเขาได้โชคดีหน่อยที่ไม่มีลูก กระโดดเชือกลดน้ำหนัก ให้เป็นเรื่องยุ่งยาก เลยแกล้งพูดหลอกเขาว่า

“เพ็ญมีแฟนแล้วทำงานในห้างเดียวกันทางที่ดีต่างคนต่างไปเถอะนะขอเลิกอย่างเด็ดขาด”เขาโวยวายเป็นการใหญ่ และเสียงดัง “มึงลองสิอีเพ็ญกูฆ่าแน่ทั้งมึงและชู้” ก็เถียงว่า “หายหน้าไปคิดว่าไม่มาแล้ว” วันนั้นประกิตทำร้ายฉันอย่างรุนแรง จนต้องเข้าโรงพยาบาลลางานเกือบอาทิตย์เมื่อหายจึงกลับเข้าทำงานอย่างเดิม ได้ปรึกษากับเพื่อนหญิงซึ่งเมื่อรู้ฉันถูกทารุณกรรมเกิดความสงสารและเห็นใจ ซ้ำยังตกเป็นเมียน้อยอีกดวยจงออกหัวคดให้เพื่อนชายคนหนึ่งชื่ออนัน สมอ้างเป็นคนรักใหม่ ซึ่งครั้งแรกลันหน้าบอก “เอ้ยไม่เอา เกิดแฟนจริงๆ ทำร้ายเราเจ็บตัวเปล่า ไม่สนุกนา”อัญชลีเพื่อนฉันคนนั้นต้องพูดหลอกล่อ “โธ่ในห้างคนเยอะแยะ ใครละจะกล้า เชือกกระโดดไร้สาย เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดกัยก็มีเป็นสิบ น่าช่วยเพ็ญมันหน่อยเกอะ”อนันปฏิเสธอีกโดยอ้าง “อย่าลืมนะอัญคนลองหน้ามีดทำได้ทุกอย่างแหละ ไม่เอา ไม่เอา” พูด'จบยกมือโบก,ไปมา

“กันเพ็ญหล่อนต้องอ้างเหตุผลเพี่อให้อนันเห็นใจ เขามีเมียอชู้แล้วยังijด้วย ถ้านันช่วยจะได้ไม่มาอีกไง นะ” อนันตรึกตรองอยู่นานจึงพยักหน้าและว่า “เพื่อเพื่อนฝูงแต่อย่าให้เดือดร้อนถึงกับมีเรื่องหรือเจ็บตัวแล้วกัน”อัญชลีได้ที จึงรีบบอก “แหม อยากดูนักในห้างคนมากมายถ้ากล้าก็เกินไปละ จะเอาเข้าคุกให้ดู”และเย็นวันนั้นกำลังจะออกเวร ประกิตแอบหนีเมียมาเพื่อดูว่าที่วันเพ็ญบอกมีแฟนใหม่จริงหรือไม่ ครั้นเห็นเดินออกมาจากห้างด้วยกันทั้งลามเพื่อเนรถเมล์ จึงเข้าขวางหน้าพูดขึงขัง “กลับบ้านเดี๋ยวนี้เพ็ญพื่มารับ”กำลังเดินต้องสะดุ้งหยุดกึกเพราะตกใจอยู่บ้าง แต่วันเพ็ญรีบกลบเกลื่อนอาการแล้วทำตามแผนซึ่งคุยกันไว้ โดยหลบเข้าหลังอน้นโดยไว กับบอก “เราเลิกกันแล้วนะทิต อย่าต้องให้เมียพื่มารังควานอีกเลย”ประกิตรู้สึกจะดื่มเหล้าย้อมใจมาด้วยเพราะเสียงลิ้นคับปาก ชี้หน้าอนันและเอ่ยขึ้นเสียงดังจนคนที่ยืนคอยรถประจำทางอยู่เต็มหันมองเป็นแถว

“มึงเหรอะผัวใหม่เมียกู จะแจ้งตำรวจจับฐานเป็นfกัน”ตอนนั้นฉันแทบแทรกแผ่นดินหนี อัญชลีก้าวออกไปยืน เชือกกระโดดนับรอบ ประจันหน้าแล้วต่อคำแทนวันเพ็ญ “ก็เอาซี่หน้าไม่อาย ทั้งรีดไถ ดื่มเหล้าสารพัด ซามีเมียอยุ่แล้ว อยากรู้นักตำรวจจะเห็นใจใคร เอาเลยไปแจ้งความเดี๋ยวนี้ เราสามคนจะไปโรงพักด้วย”ประทิตโกรธเต็มที่ หันเร็วไปที่ผู้กำลังด่าแล้วว่า “คุณเป็นใคร อย่ายุ่งเรื่องผัวเมีย เดี๋ยวเจ็บหรอก” พูดจบจะเข้าจับมือวันเพ็ญเพื่อกระชากให้ไปกับตนแต่อัญชลีด้วยความหมั่นไล้กับเห็นใจเพื่อนที่ไม1กล้าต่อล้ด้วย จึงเข้าขวางและพูดขึ้น “ฉันเป็นพี่สาวไม่ยุ่งได้หรือ ไปซะดีกว่า ไม่งั้นเห็นดีกัน”ประทิตเถียงอย่างเร็ว “ไม่จริง เพ็ญไม่เคยบอกมีพี่สาว”เพื่อนของวันเพ็ญโต้ทันควัน “ก็ฉันบอกเดี๋ยวนี้ไง” จะเถียงกันต่อ

เชือกกระโดด

วันจันทร์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2558

ควรสำนึกในบาป และ บุญ ที่บาร์โหนได้ให้กำเนิดมา

                                       





 แทนที่บุญเรืองจะรู้สึกในบาปบุญ กลับหัวเราะกรอกเสียงตอบ “ข้ายังคิดเหมือนลูกชายเลยโว้ยหนอม พวกเวรนั่นมันเป็นใครสะเออะหน้ามาท้ารบกับลูกชายนายเรือง”ผมทนไม่ได้ที่มันแสดงความเย่อหยิ่งจึงบอก “อ้าว แล้วเอ็งไปขอโทษเขาทำไมถึงบ้านวะ”เพื่อนตอบเสียงอ่อย “ไม่อยากให้เรื่องยาว ข้าคนทำมาหากิน”ผมฟังมัน,ขัดหู1จริงๆ จึงสวนคำทันทีโดยไม่กลัวมันโกรธ “หากินทางคอร์รัปชันใช่ไหมวะไอ้คุณบุญเรือง” บาร์โหนราคา เพื่อนร้องขึ้นด้วยนั้าเสียงเกรี้ยวกราด “เอ้ยๆ อย่าปากพล่อยนาโว้ยหนอม ใครดักฟังข้าเสียชื่อหมด”ผมรีบตอบพร้อมหัวเราะ “ข้าพูดเรื่องจริงกลัวอะไรวะ”เพื่อนคงไม่อยากต่อคำกับผมอีก จึงบอกเลิกเอาดื้อๆ “แค่นี้นะโว้ยหนอม ขี้เกียจเสียเวลาคุยกับเอ็ง”ผมก็ว่า

“เออ ข้าเองไม่อยากคุยนักหรอกเพราะเอ็งเป็นเศรษฐีแล้ว แต่ที่โทรหาเพราะอยากเตือน ผลกรรมเริ่มปรากฏออกมาให้เห็นแล้วนะเพื่อน”พูดจบรีบวางหูเพราะไม่ต้องการได้ยินเสียงโอ้อวดของเพื่อนจากนั้นได้ติดตามชีวิตของบุญเรืองต่อไป เพื่อต้องการอยากพิสูจน์บาปกรรมที่ผมกราบไหว้พระแทบทุกวัน และขอให้ประจักษ์ตาลักครั้งเถิดจะเป็นจริงหรือไม, ยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่ากรรมมีจริงเมื่อเวลาผ่านไปประมาณ สามสี่เดือน ลูกชายของบุญเรืองคนที่สองก่อเรื่องขึ้นอีก บาร์โหนติดประตู  คราวนี้ขับรถปาดหน้า1วัยรุ่นด้วยกัน แล้วลงมาซักปีนจ่อหัวคู่อริเลยถูกตั้งข้อหาพยายามฆ่า บุญเรืองวิ่งเต้นกว่าเรื่องจะสำเร็จ เสียไปหลายล้าน เพราะวัยรุ่นคนนั้นเกิดเป็นลูกนายทหารยศนายพลเอก ข่าวว่าเรียกทั้งลูกทั้งบุญเรืองไปด่าเสียปนปีหมด“ลื้อแน่แคใหนระ” ท่านผู้นั้นขึ้หน้าขณะถามบุญเรืองยกมือไหว้ ตอบเสียงลัน “ไม่ครับ” ท่านนายพลลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้รับแขก หัวเราะแค่นก่อนถามอีก “ไม่แล้วทำไมเห็นคนเป็นสัตว์นึกจะยิงก็ยิงอย่าง บาร์โหนติดผนัง งั้นเหรอะ”

“เอางี้” ท่านพยักหน้าไปที่ลูกชายบุญเรือง แล้วบอก “ต่อยกับลูกอั๊วเอาไหมตัวต่อตัว”
ไอ้หนุ่มลูกเลขานักการเมืองส่ายหน้าตอบเสียงละห้อย “ไม่ครับ”นายพลผู้นั้นหัวเราะและถาม “อ้าว ก็เก่งไม่ใช่เหรอะ นี่ถ้าลูกอั๊วเป็นชาวบ้านธรรมดา ลื้อคงเรียกไปตบ เหมือนเคยทำกันคนอื่น ตามที่หนังสือพิมพ์เคยลงใช่ไหม เดี๋ยวเอาเข้าคุกซะหรอก”“อ'วขอบอกนะ: เงินห้า'ล้านที่ลื้อให้เพื่อยอมความปะไม่สนหรอก จะเอาไปทำบุญให้หมด ประวัติลื้อรู้ทั้งนั้น ระวังตัวเอาไว้”บุญเรืองยกมือไหว้อีกครั้งพร้อมพูดขอร้อง “กรุณาเถอะครับ ผมก็ให้ลูกมากราบขอโทษแล้ว”ท่านนายพลตวาดเสียงห้วน “เออ อย่าถือเป็นนักการเมืองแล้วทำอะไรตามใจชอบ สักวันเถอะอาจเข้าคุก ลื้อออกไปจากบ้านอั๊ว”บุญเรืองกับลูกถูกไล่อย่างไม่แยแสจากท่านนายพล ทั้งสองต้องรีบยกมือไหว้ปลกอีก แล้วลนลานออกจากบ้านหลังใหญ่ ขับรถออกด้วยหัวใจระทึก  บาร์โหนทำเพิ่มกล้าม อ่านข่าวแล้วยังนึก เห็นไหม ผลกรรมไม่จำเป็นต้องเจ็บไข้ได้ปวย หรืออดอยากไม่มีจะกิน คนรวยก็ถูกด่าได้เซ่นกันผมเองยังเคยด่าบรรดาพวกใหญ่โตมาแล้ว แต่ในใจนะครับไม่ให้ใครได้ยิน เดี๋ยวหาว่าละลาบละล้วง หรือไม,จะโดนคดีหมิ่นประมาท เดี๋ยวนี้ฟ้องกันจ้าละหวั่นจนคดีล้นศาลหรือยังไม่รู้ หมิ่นกันไปมาให้อีนุงตุงนังไปหมดพวกนักการเมืองน่ะบางทีไม่ด่าอย่างเดียวอยากจุดรูปสาปแช่งไปเลยเจ้าประคูน ให้ตกนรกหมกไหม้หากผู้ใดโกงชาติและประชาซนผู้เสียภาษีไปให้พวกท่านมีอำนาจบาตรใหญ่ เฮ้อ ว่าจะไม่ด่าให้ใครรู้แล้วเชียว แต่ไม่เป็นไรมิได้ออกชื่อใคร อย่ากินปูนร้อนท้องไม่งั้นจะด่าอีก

บาร์โหน